หน้าแรก ท่องเที่ยวในเกาหลี ที่เที่ยวแนะนำ ถ้าเราเหนื่อยล้า จงไปหุบเขาศิลปะโพชอน Pocheon Art Valley

ถ้าเราเหนื่อยล้า จงไปหุบเขาศิลปะโพชอน Pocheon Art Valley

5301

หุบเขาศิลปะโพชอน (Pocheon Art Valley : 포천아트밸리) 

โพชอนอาร์ตวัลเลย์ (Pocheon Art Valley) รวบงานศิลป์ที่ซ่อนอยู่กลางธรรมชาติที่สวยงามของเกาหลี เดินทางจากโซลไปประมาณ 3 ชั่วโมง

สำหรับคอซีรี่ส์เกาหลีคนไหนที่เคยดู A Korean Odyssey, Moon Lovers, Legend of the Blue Sea, Can You Hear My Heart หุบเขาอันสวยงามแห่งนี้อาจเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างแล้วแน่ๆ หากอยากตามรอยซีรี่ส์เรื่องโปรดของคุณ หรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศจากตัวเมืองโซลที่วุ่นวายมาชมธรรมชาติบ้าง รับประกันเลยว่าหุบเขาศิลปะโพชอนเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากทีเดียว ถ้าพร้อมแล้ว ตามมากันเลย!

 

การเดินทางไปหุบเขาศิลปะโพชอน (โพชอนอาร์ตวัลเลย์)

นั่งรถจากโซลไปจนถึง สถานีอึยจองบู (Uijeongbu Station) สาย 1 แล้วออกมาทางประตู 6

สถานีอึยจองบู เกาหลี Uijeongbu

ออกจากสถานีแล้วจะเจอห้างชินเซเกกับสวนสาธารณะ ซึ่งถ้ามาช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือใบไม้ร่วงคงจะเป็นอีกหนึ่งแห่งที่สวยมากๆ เผอิญว่าตอนที่ไปเป็นฤดูร้อน ร้อนจนแทบจะเป็นลมเลย @[email protected] แต่ถึงจะร้อนขนาดนั้นก็ยังถ่ายรูปไปหลายรูปทีเดียว

Uijeongbu Station- Exit 6
สถานี Uijeongbu Station – ประตูทางออก 6

เดินออกไปถนนฝั่งตรงข้ามสวนสาธารณะ หาป้ายรถเมล์สาย 138 หรือ 138-5 หรือ 138-7 (สายไหนก็ได้) แปะบัตรแล้วหาที่นั่งกันยาวๆเลย เพราะเราจะนั่งจากตรงนี้ไปอีกประมาณ 1.30 ชม. ไปลงที่ป้าย Sinbukmyeon office (신북면사무소앞 – อ่านว่า ชินพุกมยอนซามุโซอัพ) (ค่าโดยสาร 1,250 วอน ใช้บัตร T-money ที่เติมเงินมาได้เลย)

 

เนื่องจากนั่งยาวเกินเลยเผลอหลับจนรถเลยป้าย ต้องเดินย้อนกลับมา เอาเป็นว่า ถ้าลงถูกต้องจริงๆจะอยู่ที่ป้าย Sinbukmyeon office รถจะจอดแถวหน้าโรงเรียนนี้ ชื่อ 책상 없는 학교 ข้างหน้าโรงเรียนจะมี จุดรอรถบัสสาย 73 เล็กๆ (เล็กจริงๆ และตัวหนังสือที่ป้ายก็เลือนลางไปตามกาลเวลาด้วย)

ป้ายทางเข้าไปชม Pocheon Art Valley เด่นแต่ไกล แต่ยังอีกไกลเลยค่ะ … จากประตูตรงนี้เข้าไปถึงนั่นอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ! ที่มารูปภาพ : http://images.lookandwalk.com/files/mazinguide/_thumb_w900_VWlDt85R_image1.jpeg

แม้ว่าหน้าโรงเรียนจะมีที่รอรถบัส สาย 73 ที่จะเข้าไปที่ Pocheon Art Valley แต่ก็มีแต่ป้าย ไม่มีร่มหรือที่นั่งพักเหมือนป้ายรอรถที่อื่น และอากาศก็ร้อนมาก ในเมื่อรถไม่มาซักที สุดท้ายพวกเราเลยตัดสินใจจะเดินเข้าไปเอง เพราะข้างหน้ามีป้ายใหญ่เบ้อเร้อว่า Pocheon Art Valley (ป้ายข้างบนในรูป) เลยมั่นใจว่าอยู่ทางนี้แหละ เข้าไปยังไงก็เจอ แต่ปัญหาคือไม่รู้ว่าไกลมั้ย เห็นคุณตาเดินผ่านมาพอดี เลยลองถามดู คุณตาบอกว่า “โอยย! ถ้าเดินตรงไปก็อีก 2 กิโลล่ะหนูเอ้ย รถบัสเข้าโพชอนวันนึงมีไม่กี่รอบหรอก” ดังนั้น ถ้าอยากนั่งจริงๆ ให้เช็ครอบให้ดี

หลังจากได้ยินว่าอีก 2 กิโลเมตร พวกเราถึงกับเดินย้อนกลับไปที่ป้ายรถบัสใหม่อีกครั้ง ด้วยความหวังว่ารถคงจะมาในไม่ช้า เพราะวันนั้นแดดแผดเผามากจริงๆ ถ้าเดินไปอาจละลายหายไปกับพื้นถนน ฤดูร้อนที่เกาหลีเอาเรื่องทีเดียว แสบผิวมาก

แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ไม่มีรถไปโพชอนผ่านมาเลย หันซ้ายหันขวาไปหาแท็กซี่ก็ไม่เจออีก เดชะบุญตาเหลือบไปเห็น ตู้รถแท็กซี่ข้างโรงเรียน ถ้าไม่มีคนอยู่ให้โทรเรียกคุณลุงคนขับได้เลย แป๊บเดียวเท่านั้นคุณลุงก็มา สอบถามดูก็พบว่า จริงๆแล้ว ลุงก็ขับวนอยู่แถวนั้นแหละ ส่วนมากก็เข้า-ออก Pocheon Art Valley ใครจะเข้าจะออกก็เรียกลุงกันทั้งนั้น 

กว่าจะไปถึงที่หมายทุลักทุเลพอสมควร ถ้ามาครั้งหน้าเราจะไม่ยอมทำผิดแบบนี้เป็นครั้งที่สองแน่นอน และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านที่จะเดินทางไปเที่ยวที่นี่ เราเลยได้หาตารางบัสสาย 73 จากหน้าโรงเรียนเข้าไปที่ Art Valley มาให้ (แต่ถ้าพลาดรถบัส ก็เรียกคุณลุงแท็กซี่เหมือนเราได้นะ 5555 จำราคาแน่นอนไม่ได้ อาจจะ 5,000 วอน แต่ที่แน่ๆ ไม่แพง)

Pocheon Art Valley Bus Schedule 73
ตารางรถบัสสาย 73 : จากต้นสาย (ป้ายรร.โพชอน) มาถึง หน้าโรงเรียน ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ดังนั้นก็บวกเพิ่มไป แต่ทางที่ดี มารอก่อนเวลาดีกว่าโนะ เพราะว่าคนเกาหลีขับรถเร็วมาก

ในกรณีที่นั่งรถแท็กซี่เข้าไปแล้วเกิดหิวข้าว แนะนำให้ลองบอกคุณลุงแวะร้านอาหารระหว่างทางก่อนถึงหุบเขาศิลปะโพชอน ซึ่งมีอยู่บ้างประปราย เพราะถ้าไปกินร้านข้างในนั้นเลย เมนูมีอยู่แค่สองอย่าง คือ “บูเดชิเกกับทงคัตสึ” (รีวิวอย่างซื่อสัตย์: รถชาติพอกินได้..)

ข้างบูธขายตั๋วก่อนเข้าไปข้างใน มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆให้แวะเยี่ยมชมกัน เป็นแนวให้ความรู้เรื่องการเกษตร แต่อันนี้เราขอข้ามไป เพราะเสียเวลากับรถบัสมามาก เลยไม่ค่อยมีเวลา เอาล่ะ! ตั้งแต่นี้จะเราจะเริ่มการท่องเที่ยวใน Pocheon Art Valley กันอย่างจริงจังกันแล้วนะ

ค่าบริการรถราง Pocheon Art Valley

ก่อนเข้าไปต้องซื้อตั๋วก่อน ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ 5,000 วอน + ค่ารถโมโนเรลไปกลับ ผู้ใหญ่อยู่ที่ 2,300 วอน เบ็ดเสร็จหมดไป 7,300 วอน

ทางเข้าเป็นทางเดินขึ้นเนิน นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินไป-กลับ หรือนั่งรถโมโนเรลก็ได้ ถ้าไปด้วยรถโมโนเรล พนักงานอาจถามต่อว่าจะนั่งขาเดียวหรือทั้งไปทั้งกลับ แต่เนื่องด้วยสภาพอากาศวันนี้ไม่เหมาะกับภารกิจสมบุกสมบันอย่างรุนแรง เราจึงเลือกนั่งรถไป ถ้าใครอยากเดินชมธรรมชาติชิวๆระหว่างทางก็สามารถทำได้เช่นกัน ถือเป็นการชื่นชมธรรมชาติ ออกกำลังกาย แถมประหยัดเงินอีกด้วย

โฉมหน้าของรถโมโนเรล คาวาอี้! ><


ได้ตั๋วแล้วเราก็นั่งรถโมโนเรล ชมเส้นทางกัน

ตอนนั่งรถ มองลงมา จะเห็นวิวภูเขา สวยยยย

ทางขึ้นถือว่ายาวประมาณนึง เป็นเนินด้วย ถ้าเหนื่อยง่ายแนะนำให้นั่งรถดีกว่า (อันนี้ถ่ายหลังจากขึ้นมาข้างบนแล้ว)

ถึงข้างบนแล้ว มาดูกันดีกว่าว่าข้างในมีอะไรบ้าง!

มีทหารในเครื่องแบบ อะ ล้อเล่น! มีรูปปั้นสวยๆท่ามกลางธรรมชาติ เป็นโซนถ่ายอยู่หลายจุด

เห็นมั้ย น้องหมากำลังทำอะไร?

(อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเค้าหมายถึงอะไร แต่อดใจไม่ถ่ายไม่ได้ 55555)

ด้านในสุดเป็นพิพิธภัณฑ์ดาราศาสตร์ขนาดเล็ก (เล็กจนคนเกาหลีพูดว่า อ่าว นี่หมดละหรอ? 5555)

มาดูมุมยอดฮิตที่เค้าใช้ถ่ายละครกันบ้างดีกว่า

เราสามารถชมวิวหุบเขาได้จากหลายจุด เช่น ถ้าขึ้นมาเนินสูง จะเป็นมุมฝั่งตรงข้ามของจุดที่ใช้ถ่ายซีรี่ส์บ่อยๆ ส่องดูจะเห็นกรุ๊ปทัวร์อยู่ไกลๆ ส่วนมากคนไทยจะมากับกรุ๊ปทัวร์นี่แหละ

มองจากมุมบน

มองจากมุมล่าง

แต่ทั้งนี้ ก็ยังมีมุมที่ไม่เห็นในซีรี่ส์อีกเยอะแยะ สวยงาม เหมาะแก่การถ่ายรูปทั้งนั้นเลย

ทางขึ้นไปชมวิวด้านบนอีกทาง 

แค่ทางขึ้นก็ฮีลลิ่งแล้ว

ขึ้นมาแล้วก็จะเจอนี่ ในรูปว่าสวยแล้ว ของจริงสวยกว่า

กล่องไปรษณีย์ เขียนจดหมายถึงคนที่รัก จัดส่งหลังจากนั้น 1 ปี

มุมพักผ่อนหย่อนใจอีกที่ แม้ว่าวันนี้อากาศจะร้อน แต่เพราะมุมนี้อยู่ข้างบนและมีต้นไม้เยอะ เลยร่มรื่นเย็นสบาย ถ้าเอาเสื่อมาคงได้หลับซักตื่นแล้วล่ะ

มุมนี้ควรค่าแก่การถ่ายพรีเวดดิ้งมากก

ขึ้นไปจนสุด จะสามารถเห็นวิวทั้งหมดของหุบเขาศิลปะโพชอนได้ ฝั่งซ้ายเป็นวิวหุบเขาที่ใช้ถ่ายทำละคร ฝั่งขวาเป็นวิวภูเขา และ Art Valley ทั้งหมด/ ลมเย็นสบาย ฟินน

แต่ทางลงนั้นนนนน.. เป็นบันไดวน สำหรับคนเวียนหัวง่าย กลัวความสูงไม่แนะนำ ให้ย้อนกลับไปลงทางที่เดินขึ้นมา ใครที่คิดว่าโอเค ก็ลงทางนี้ได้เลย มันไม่ได้สูงอย่างที่คิด แต่ต้องระมัดระวังน้าา ^^

ลงมาแล้วจะเจอทุ่งกว้าง เป็นโซนถ่ายรูป และที่พักผ่อนหย่อนใจ พาเด็กๆมาวิ่งเล่นได้เต็มที่


ตัวอย่างโซนถ่ายรูป (ขอบคุณเพื่อนร่วมทางที่ให้เกียรติร่วมเฟรม)

สนามเด็กเล่น แต่ผู้ใหญ่แบบเราๆก็มาเล่นเหมือนกัน 5555

ส่วนตัวชอบโดมนี้มาก สงบดี

ปิดท้ายด้วยมุมเพนกวิ้นน่ารักๆ 

ถ้าใครซื้อตั๋วโมโนเรลขากลับไว้ ให้ไปขึ้นให้ถูกที่ เพราะมันคนละที่กับขามา

ขาขึ้นมาโมโนเรลจะขึ้นไปบนสุด แต่ขาลงนั้นสถานที่ขึ้นโมโนเรลมันอยู่ถัดลงมาข้างล่างนิดนึง ซึ่งตอนขามาพนักงานก็จะบอกว่าให้ไปรอตรงไหน แต่เป็นภาษาเกาหลี :3

ดังนั้น ดูดีๆ ไปให้ถูกที่กันนะทุกคน

ขามาไม่ทันรอบรถบัสฉันใด ขากลับก็ไม่ทันรถบัสฉันนั้น ในป้ายบอกว่ารถบัสออกสี่โมงครึ่ง โถ่ OTL (ตารางเดียวกับที่แนบไว้ด้านบน)

มองที่ป้ายรอรถ จะเจอเบอร์แท็กซี่ คุ้นมั้ย? ใช่เลย! คุณลุงแท็กซี่คนเดิมนั่นเอง เบอร์เขียนติดไว้ขนาดนี้ เหมือนลุงซื้อสัมปทานมาเลย 5555555

จากนั้นนั่งรถบัสจากป้ายหน้าปากซอยกลับสถานีอึยจองบูที่มาตอนแรก อยากจะหลับแต่ก็หลับได้ไม่สนิท เพราะรถขย่ม หัวจะทะลุหลังคา 55

ชั้นใต้ดินสถานีอึยจองบูใหญ่มากกก เป็นที่ช้อปปิ้งดีๆนี่เอง แต่คนก็เยอะมากเช่นกัน ถ้ามีเวลาก็ช้อปปิ้งต่อได้เลย ช้อปปิ้งเสร็จแล้วกลับบ้านกัน!

ขอจบการเดินทางไว้แต่เพียงเท่านี้ สรุป หุบเขาศิลปะโพชอนเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทุกวัย ช่วงที่ไปเราเห็นตั้งแต่เด็กน้อย วัยรุ่นไปกับเพื่อน แก๊งค์อาจุมม่า คู่รัก ไปจนถึงอาม่าอากง เป็นที่ที่มีธรรมชาติสวยๆผสมผสานกับศิลปะจากฝีมือมนุษย์เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ได้กว้างใหญ่อย่างที่คิด แต่ก็มีอะไรให้ดูเยอะแยะไปหมด ถ่ายรูปตรงไหนก็สวย เดินขึ้นลงเนินแป๊บๆก็หมดวันซะแล้ว ถ้าใครยังพอมีเวลา แถวนั้นยังมีที่เที่ยวอีกหลายที่ให้เยี่ยมชมกัน เช่น Herb Island, Liquor Museum Sansawon, Yangju Nari Park ถ้ามีโอกาส เราจะพาไปที่อื่นอีกแน่นอน สำหรับวันนี้ อันนยองจ้าา ^^

ตรียมพบกับรีวิวโลคูลๆ กับเส้นทางใหม่ๆ สถานที่ท่องเที่ยวในเกาหลีกันได้ในตอนต่อไป ฝากติดตามเพจและทวิตเตอร์กันด้วยน้า